เปิดใจ “ต้องแต้ง”“ เจ้าของเพลงฮิต “ชุดโกโกวา” ยอดทะลุ 19 ล้านวิว

เชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งเพลงฮิตและติดกระแสที่หลายๆคนคุ้นหูและให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก สำหรับเพลงดัง “ชุดโกโกวา” ล่าสุดเจ้าของเพลง “ต้องแต้ง” ออกมาเปิดใจจากละครคุณธรรมสู่เพลงฮิตติดหู จากคนมีเงินเหลือหลักพันสู่กำไรชีวิตหลักหมื่น พร้อมเล่าเส้นทางความฝันวัยเด็กที่ต้องฝ่าฟันสารพัดข้อพิสูจน์ จนทำให้เขาเห็นคุณค่าทำละครสอนใจในทุกวันนี้

กลายเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ฮอตฮิต ชวนติดหู จนเป็นกระแส Earworm ปังไม่หยุดฉุดไม่อยู่ไปทั่วบ้านทั่วเมือง สำหรับบทเพลง “ชุดโกโกวา” ที่เมื่อได้ยินเพลงนี้ทีไร เป็นอันต้องนึกถึงภาพของผู้ชายสวมใส่ชุดลายตาราง ถือชุดเอี๊ยมสีส้ม พร้อมครอบครัวของ 4 พี่น้องใน MV ที่เรียกรอยยิ้มได้จากชาวโซเชียลฯ ในช่วงนี้ จนเพลงดังกล่าวมียอดวิวสูงมากกว่า 19 ล้านวิวไปแล้ว

ไม่เพียงแค่นั้น กระแสเพลงดังกล่าวยังคงดังต่อเนื่อง และสร้างปรากฏการณ์จากการถูกนำมารีมิกซ์ดนตรีใหม่ ใส่จังหวะมันๆ พร้อมชุดเอี๊ยมสีส้มจัดเต็ม จาก “เอ้ BOTCASH” โปรดิวเซอร์สายแดนซ์มือทอง ที่เมื่อหยิบเพลง หรือคำพูดไหนมารีมิกซ์นั้นต้องออกมาปังปุริเย่

สุดปังขนาดนี้ ไม่รอช้า ต้องรีบคว้าตัวมาพูดคุยกันทันที สำหรับ “ต้องแต้ง-ทิพรยุทธ กองศรีมา” ยูทูบเบอร์ช่อง Tongtang Family TV วัย 26 ปี ที่น่าจับตามอง ถึงปรากฏการณ์ “ชุดโกโกวา” ที่ใครๆ ต่างพูดถึง และรู้จักเขามากยิ่งขึ้น

“ถ้าพูดความจริงเลย คือรู้ว่ามันจะดังครับ เพราะว่าผมฟังคนแรก ผมหลอนหูคนแรกเลย และตอนผมแต่งเสร็จ ผมรีบวิ่งไปบอกน้อง กับแฟนผมว่าตายแล้ว จะดังแล้วนะเนี่ย แต่ก็กลัวดังด้วย

เพราะว่าช่องผมเป็นช่องเด็ก และความ mass ของทุกช่วงวัยจะเข้ามาช่องผม แล้วคอนเมนต์ไม่ดีอาจจะมาด้วย ผมกลัวพื้นที่ช่องเด็กของผมจะไม่ปลอดภัย เลยกลัวที่จะดังครับ”

ต้องแต้งเล่าถึงแรงบันดาลใจ และเรื่องราวที่ทำให้ตนเองกลายเป็นที่รู้จักขึ้นมาได้ ฟังว่าได้ต่อยอดจากละครคุณธรรมของช่องซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการรักลูกลำเอียง และได้ซื้อชุดจากซีรีส์เกาหลียอดนิยมอย่าง “Squid Game” มาให้คนน้องแต่ไม่ให้คนพี่ ทว่ามีประโยคที่พูดว่า ‘หนูอยากได้ชุดโกโกวาโกสึ คิมิซือนิดา’ จนกลายเป็นซาวนด์แทร็กที่ถูกนำมาตัดต่อ และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในแพลตฟอร์ม TikTok

หลังจากนั้นเขาตัดสินใจทำเพลงออกมา เพื่อที่จะให้กระแสมันดังขึ้นแทนซาวนด์แทร็กที่ถูกนำไปตัดต่อเป็นมีม โดยเพลงนี้ใช้เวลาแต่งเพียง 10 นาทีเท่านั้น และทำเองทุกขั้นตอน ปรากฏว่าเมื่อเผยแพร่ออกไปได้รับผลตอบรับที่ดีเกินคาด

“เพลงนี้แต่งประมาณ 10 นาที ใช้เวลาสั้นมาก แล้วมีคอมเมนต์เพื่อนๆ บอกว่าแต่งเล่นๆ ก็ดัง แต่งมั่วซั่วก็ดัง ผมจะบอกว่าภายใน 10 นาทีนี้ เป็น 10 นาทีที่ผมตั้งใจที่สุด คือต่อให้เป็น 10 นาที หรือ 5 นาที แต่ว่าเราตั้งใจ มันก็คือตั้งใจนะครับ

เหมือนกับคนที่เตะฟุตบอล ยิงลูกโทษแค่วินาทีเดียว เขาก็ตั้งใจสุดความสามารถ ส่วน MV ทำประมาณ 1 วันครับ ถ่าย 1 วัน ตัดต่ออีก 1 วัน

จุดเริ่มต้นมาจากที่ผมทำละครสั้น เอาไปลง Youtube แล้วมีคนแคปฯ ไปว่า ผมใช้คำพูดว่าชุดโกโกวาผิด เพราะมันไม่ได้เรียกว่าโกโกวา

ผมก็ให้น้องแสดง และให้พูดว่าโกโกวา เขาก็เอาไปเป็นมีมในเชิงไม่ดี เชิง negative เอาไปลง TikTok ผมก็เลยกลัวน้องผมเสียใจ ผมก็คิดว่าจะทำอะไรดีที่มากลบกระแสนี้ได้ ผมก็เลยเลือกที่จะทำเพลงชุดโกโกวาไปเลย เพราะกำลังเป็นกระแสใน TikTok

ต่อให้เป็นกระแสไม่ดี อย่างน้อยก็อาจจะชอบเพลงของเราได้ ก็เลยทำเพลงชุดโกโกวาขึ้นมาครับ แรงบันดาลใจเนื้อเพลงก็จะมาจากละครสั้นที่เราทำไป ที่เป็นมีม ผมก็หยิบตรงนั้นที่เขาเอาไปหัวเราะ เอาไปขำกันมาใส่ในเพลง”

นอกจากนี้ จากกระแสความดังของเพลง ส่งให้แฟชั่นเครื่องแต่งกายเอี๊ยมสีส้ม ที่ตุ๊กตาสังหาร “ยองฮี” หุ่นยนต์ในเกมเออีไอโอยู หยุด สวมใส่ ที่กลับมาขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้เคยเป็นกระแสในช่วงแรกที่ซีรีส์ Squid Game ออกฉาย เจ้าของเพลงคนนี้ เขาเปิดใจถึงความภาคภูมิใจในครั้งนี้ว่า ดีใจเป็นอย่างมาก เพราะทำให้พ่อค้าแม่ค้ากลับมามีรายได้มากขึ้น

“เขาบอกว่าเพลงที่ดี คือเพลงที่มีความหมาย แต่ว่าเพลงชุดโกโกวา มันไม่ได้ต้องการที่จะทำหน้าที่นั้น ไม่ได้ต้องการที่จะทำหน้าที่ที่มีความหมาย ไม่ได้ต้องการที่จะมีความหมายดีๆ แต่มันช่วยสร้าง moment ดีๆ ให้แก่คนในครอบครัวได้ คนในครอบครัวก็เอามาเต้น เด็กๆ ก็ได้รับของขวัญ ได้รับชุดโกโกวาที่เขาอยากได้อย่างในเพลง คุณพ่อคุณแม่ก็ได้ซื้อชุดโกโกวาให้ พ่อค้าแม่ค้าตอนนี้ชุดโกโกวาที่ขายไม่ได้ ก็กำลังจะโละ เพลงนี้ดังขึ้นมาก็ได้ขายได้ด้วย

มันสร้างแรงกระเพื่อมได้ในทุกๆ อย่างเลยครับ เด็กก็ได้ความสุข พ่อแม่ก็ได้ซื้อของให้ลูก เห็นลูกมีความสุขก็มีความสุขไปด้วย พ่อค้าแม่ขายที่ขายชุดโกโกวาก็ได้รายได้เพิ่ม คุณต้องการความโกโกวาที่มันความหมายดีๆ ก็ไม่ใช่ หน้าที่ของมันคือ สร้างความสุขให้แก่ทุกๆ คนครับ นี่แหละครับ คือหน้าที่ของเพลงโกโกวา”

ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันต้องมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องของคอนเทนต์ และสามารถที่จะสร้างสรรค์คอนเทนต์ดีๆ ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับเจ้าของเพลงชุดโกโกวา มองถึงความแปลกใหม่จนติดหูในครั้งนี้ คือ การไม่ละทิ้งกลิ่นอายความเป็นตัวเอง

“ไม่รู้เลยว่าทำให้ติดหูได้ยังไง ผมก็แต่ง แต่มีความรู้สึกว่าหลอนหูเพลงนี้ อาจจะเป็นเพราะมีมใน TikTok เขาเอาไปแชร์กัน แล้วผมก็ปล่อย Teaser ไป แล้วเป็นกลุ่มเดิมๆ ที่เขาไม่ชอบมีมของผม ก็เตรียมตัวกันมาด่า แต่กลับกลายเป็นว่าเพลงติดหูกลับไปฟัง ก็เลยชอบเลย เห็นคอมเมนต์บอกว่าจะมาด่า แต่ก็กลับลำ เป็นชอบเพลงนี้ไปเลย

ลงคลิปแรกของผมเป็นภูมิแพ้กรุงเทพ ที่แปลงเพลงเป็นภูมิแพ้ยาบ้า ตอนนั้นตั้งเป้าไว้ว่า 500 view เราจะไปฉลองกันแล้ว แต่มันข้ามไปหมื่น ไปแสนเลย ผมคิดว่า 500 view คือประสบความสำเร็จแล้ว

แต่ชุดโกโกวาผมก็ภูมิใจเหมือนกัน เพราะผมลงไป คนใน TikTok พ่อลูก คุณตาคุณยายที่เล่น TikTok กับหลาน คือเห็นน้อยมาก ส่วนมากจะเห็นเป็นเพลงรักที่ใช้เป็นเสียง แต่ว่าเพลงเพลงนี้ทำให้ครอบครัวมีส่วนร่วมด้วยกัน ให้มาเต้น มาเล่น TikTok ด้วยกัน เนื่องจากสถานการณ์ที่ออกไปนอกบ้านก็ลำบาก คือจะมีความสุขไหนดีเทียบเท่ากับความสุขภายในบ้าน นี่แหละผมภูมิใจกับชุดโกโกวา เพราะว่าครอบครัวก็มีส่วนร่วมด้วยกันครับ”

โดยก่อนหน้านี้เขาเล่าประสบการณ์ให้ฟังไว้ว่า เคยทำเพลงแปลงลงช่อง Youtube มาก่อน มีแฟนคลับเป็นกลุ่มวัยรุ่น แต่ต่อมากระแสเริ่มดรอป เลยเปลี่ยนมาทำคลิปสำหรับกลุ่มเด็กๆ แทน เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับละครสั้นสอนใจ

“ตอนทำเพลงแปลงมันไม่ค่อยมีรายได้ รายได้ไม่ค่อยดี และมันก็ติดลิขสิทธิ์ด้วย และคนดูในยุคนี้เขาก็เร็ว และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คอนเทนต์วัยรุ่นคนดูเบื่อง่าย ผมก็เลยลองมาทำช่องเด็กดีกว่า เด็กมีอัตราการดูซ้ำ ดูคลิปวนไปวนมาเยอะ ผมก็เลือกที่จะเจาะกลุ่มเป้าหมาย คือกลุ่มเด็กมากกว่า

ผมไม่มีแพลนกลับมาแต่งเพลงจริงจัง เพราะผมรู้กลุ่มเป้าหมายของผมคือใคร และตอนที่เคยทำเพลงแปลง เรียกได้ว่าเคยเจ๊งมาแล้ว เพราะรายได้ใน Youtube ต่อเดือนประมาณ 5,000 กว่าบาท คือไม่สามารถเลี้ยงน้อง เลี้ยงครอบครัวได้ ถ้าไม่มีเพลงชุดโกโกวา ปกติผมก็อยู่รอดได้ รายได้ก็ดีอยู่ ครับ ก็ดีขึ้นมาแค่ช่วงแรกๆ ช่วงชุดโกโกวา ประมาณหลักหมื่น

ผมก็อยากจะบอกว่าหัวใจหลักของการขาย หรือว่าทำ Youtube คือคุณต้องหากลุ่มเป้าหมายให้เจอครับ อย่างเช่นช่องเก่าผมเพลงแปลง mass มาก ไม่รู้ว่าลูกค้าคือใคร ไม่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร เพศอะไร ถ้าจะให้ดีต้องรู้ว่าคุณทำให้คนอายุเท่าไหร่ และที่สำคัญคือ คุณทำคลิปให้คนเพศไหนด้วย ของผมก็เป็นเด็กผู้ชาย ประมาณอนุบาล-ป.3 ผมสโคปไว้ว่าคลิปแบบนี้ต้องให้เด็กกลุ่มนี้ ถ้าใครผิดพลาดอยู่แล้ว ทำคลิป mass ก็ดี คนดูเยอะก็จริง แต่ว่ายอดวิวมันจะแกว่งครับ ไม่มีฐานแฟนคลับที่มั่นคง”

ด้วยความที่มีใจรักในการทำคอนเทนต์เป็นทุนเดิม และอยากทำให้เป็นรายได้เลี้ยงชีพ จากเงินก้อนที่ได้เหลือประมาณ 3,000-5,000 บาท ที่ได้จากการทำคอนเทนต์ในวันนั้น ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มสร้างงาน ผลิตคอนเทนต์เกี่ยวกับเด็ก และเป็นช่องทางหารายได้เลี้ยงดูครอบครัวอย่างทุกวันนี้

“เป็นตัวเอง ก็อย่าเป็นแบบบ้าบอ เป็นแล้วอยู่ในกาลเทศะด้วย ไม่ใช่เราไปเห็น Youtuber ที่เล่นแบบอลังการ เราก็ไม่จำเป็นที่ไป copy เขา เป็นตัวของตัวเอง และแค่ใส่อะไรที่ชาญฉลาดเข้าไปนิดหนึ่ง เราก็สามารถเป็นตัวของตัวเอง และเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ก็เป็นซิกเนเจอร์ของช่องได้ครับ

ช่อง Youtube ผมก็ทำเป็นหลักอยู่แล้ว Facebook ก็เพิ่งมาทำ และ TikTok เพิ่งจะมาทำเลย ที่จริงก่อนหน้านี้ผมก็ให้แฟนผมทำ TikTok ยอดติดตาม 2 แสนคน พอมาในช่วงยุคเพลงโกโกวา ผมลงไปทำเองเลย ก็ผู้ติดตามขึ้นมา 8 แสนแล้ว คือ สำหรับผมตอนนี้ Youtube เป็นหลัก TikTok เป็นช่องทางการโฆษณาเฉยๆ หลายๆ คนโฆษณาให้คนใน TikTok มาดูใน YouTube เพราะว่าใน TikTok น่าจะสร้างรายได้ไม่ได้ ผมก็เป็นแค่ช่องทางโฆษณา เพื่อที่จะนำคนมา เกณฑ์คนมา

สำหรับ TikTok ลงไม่ประจำอยู่แล้ว ลงเว้นระยะได้ แต่ใน Youtube ผมลงทุกวันครับ TikTok ผมก็ดูอยู่ คอมเมนต์จะเป็นเด็กที่ห้าวๆ หน่อย จะคอมเมนต์เชิง negative ผมก็เลยไม่ได้ให้ความสำคัญตรงนี้เท่าไหร่ ผมเน้น Youtube เพราะว่าถ้าเราไปให้ความสำคัญต่อคอมเมนต์ด้านลบ บางทีเราก็จะเก็บมาคิด แล้วทำคลิปไม่มีความสุข ผมว่าการที่เราให้ความสำคัญต่อคอมเมนต์แย่ๆ เหมือนเราให้เกียรติเขามากเกินไป ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยให้เกียรติเราเลยเวลาที่เขาคอมเมนต์ ผมมองว่า Youtube และ TikTok ตอนนี้ก็เริ่มคล้ายๆ กันแล้ว เพราะว่ามันมีวัยรุ่นเข้ามาด้วย มีกลุ่มแฟนคลับเก่าๆ ของผมที่เป็นเพลงแปลงเข้ามาเยอะ

ที่จริงผมไม่ต้องการวัยรุ่น เพราะว่าบางทีวัยรุ่นก็คอมเมนต์ไม่ค่อยดี อย่างที่บอกว่าช่องผมเป็นช่องเด็ก และกลัวเด็กที่มาดูช่องผมจะเป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัยครับ” ทว่า ในวิกฤตก็ยังมองเห็นโอกาส เพราะเขามองเห็นทางรอดจากการปรับเปลี่ยน การทำ content ซึ่งการเปลี่ยนแปลง อาจเรียกได้ว่าเป็นการทำให้เขาเจอตัวตน และความสุขในชีวิตยิ่งขึ้น

มองมุมต่างไวรัลดัง ‘ละครคุณธรรม’ สร้างความสุข?

อย่างที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้นว่าต้องแต้งยูทูบเบอร์วัย 26 ปี ปัจจุบันได้ทำคลิปเนื้อหาเกี่ยวกับละครสั้นสอนใจสำหรับกลุ่มเด็กๆ ซึ่งเรียกว่าปัจจุบันกำลังเป็นกระแสอย่างต่อเนื่อง สำหรับคลิปแนวละครสั้นแฝงแง่คิด ปลูกฝังคุณธรรม หรือที่เรียกกันว่า ละครคุณธรรม หรือละครสอนใจ ปัจจุบันเราอาจเห็นแฮชแท็กต่างๆ เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันเป็นจำนวนมาก และส่วนหนึ่งก็ยังกลายเป็นกระแสนิยมในโลกโซเชียลมีเดียได้ไม่เว้นแต่ละวัน โดยมักจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากคอนเทนต์ที่ผู้คน ในสังคมจนเกิดเป็นไวรัลดัง แต่ใครจะรู้ล่ะว่า กว่าจะได้คลิปคอนเทนต์ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย

“สำหรับช่องคุณธรรมแบบผู้ใหญ่อันนี้ผมไม่กล้าไปพูดถึงเขาเท่าไหร่ ก็ให้เขาพูดเอง ผมก็เห็นอยู่เยอะ เราก็หยิบยกข้อดีมาเป็นข้อคิดให้เรา ส่วนอะไรที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผล เราก็อย่าคิดเยอะ เพราะช่วงนี้ก็เครียดพออยู่แล้วสำหรับสังคมทุกวันนี้ ดูเอาเพลินๆ ดูเอาสนุกๆ อินได้ แต่ก็ต้องไปคอมเมนต์ให้เกียรติเขาด้วย คือง่ายๆ เลยมัน relate เข้ากับชีวิตของคนในยุคปัจจุบันอยู่แล้ว อย่างเช่นมันก็จะมีแม่ค้านิสัยไม่ดี ประธานบริษัทปลอมตัว อันนี้ก็จะแปลกๆ หน่อย และก็มีแท็กซี่โกงเงิน มันก็เห็นได้อยู่ในสังคมทั่วไป คนก็เลยชอบดูอะไรที่ได้เห็นในปัจจุบันอยู่แล้ว คนก็เลยชอบดูครับ

สำหรับช่องอื่นผมไม่รู้ แต่ของช่องผม คือ เขียนแค่หัวข้อเรื่องไว้ แล้วค่อยมาทำเอาหน้างาน เพราะว่าแต่ก่อนผมก็ทำช่องผู้ใหญ่แล้วก็เขียนบทมาเยอะ ทำเยอะแล้ว ก็เลยรู้ว่าอะไรที่คนดูจะดู และจะฮา เดี๋ยวผมก็ไปจัดเอาหน้างานเลยครับ ก่อนที่จะถ่ายมันจะมีในหัวอยู่แล้วครับว่าในคลิปนี้มันต้องมีอะไรบ้าง ที่มันจะไม่ซ้ำกับ EP ที่แล้ว ก็จะพยายามเปลี่ยนไปเรื่อยๆ”

ทว่า หลายคนมองว่ามีคุณภาพที่ด้อยกว่าละครทั่วไป ทั้งจากเส้นเรื่องที่ง่ายจนดูไร้ชั้นเชิงและไม่มีความซับซ้อน ดูไม่สมจริง เนื่องจากมันเป็นละครที่จำลองสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของคนไทยขึ้นมา พร้อมกับสร้างตัวละครที่ถูกแบ่งออกเป็นฝั่ง ‘คนดี’ กับฝั่ง ‘คนไม่ดี’ เพื่อพยายามที่จะสะท้อนสังคม และแนะแนวทางในการใช้ชีวิต ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นการส่งต่อความคิดความเชื่อที่ผิดๆ ไปสู่ผู้ชม

“ละครคุณธรรม ละครสอนใจ เขาจะสื่อให้เห็นถึงผลลัพธ์ของคนที่นิสัยไม่ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตอนจบ แล้วคนนิสัยไม่ดีส่วนมากเขาก็จะคิดได้ ไม่ใช่เขาคิดไม่ได้ เราก็เอาข้อดีนี้มาว่าถ้าเราทำแบบนี้ไป สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราคืออะไร ไม่ใช่มองว่าเนื้อเรื่องไม่สมเหตุสมผล ควรจะมองว่าสิ่งที่เขาจะถ่ายทอดตอนท้าย เขาคิดได้ หรือเราได้ข้อคิดอะไรหลังจากที่เราได้ดูคลิปคุณธรรมนี้บ้าง มันก็มีข้อดีเหมือนกันครับ”

ถามว่าเป็นเรื่องไร้สาระหรือไม่นั้น สำหรับเขา ระยะเวลากว่า 1 ปีที่ได้ผลิตคอนเทนต์ละครคุณธรรมจนมีผู้ชมหลักล้านแล้ว ให้คำตอบไว้ว่า เป็นเรื่องวิจารณญาณส่วนบุคคล

“แล้วแต่คนจะมอง ใครที่ดูแล้วคิดได้ก็มี ใครที่ดูแล้วบอกว่าแปลกๆ ไม่สมเหตุสมผลก็ไม่เป็นไร ก็ไม่ผิด แล้วคนที่ทำละครคุณธรรมก็ไม่ผิดเหมือนกัน ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด แค่อยากให้เปิดใจรับละครคุณธรรมบ้างในยุคนี้ สำหรับช่องอื่นเขาอาจจะเป็นคอนเทนต์ละครคุณธรรมแบบผู้ใหญ่ อันนั้นผมก็ไม่ทราบ แต่ละครคุณธรรมของช่องผม คือ ช่องเด็ก เด็กจะดูง่าย และจะเลือกดูซ้ำเยอะๆ

อย่างที่เคยทำคลิปกลุ่มวัยรุ่น แล้ววัยรุ่นเขาจะเบื่อง่าย แล้วคลิปหนึ่งจะดูครั้งเดียว แล้วก็เลิกดูไป แล้วก็ไปดูช่องอื่น ช่องที่เขาโดดเด่นกว่า ใครที่เกรียนกว่า ใครที่ตลกกว่า แต่สำหรับช่องเด็กอย่างผม เด็กหลายๆ คนก็จะมีช่องโปรดของเขา ดูคลิปคลิปหนึ่ง เขาก็จะดูซ้ำ เขาสนุกกับคลิปไหน เขาก็จะดูซ้ำ วนไปวนมาเรื่อยๆ ที่ยอดวิวเยอะๆ ก็เพราะเด็กกลุ่มนี้แหละครับ ที่เขาดูซ้ำๆ เรื่อยๆ ก็จะ happy มากกว่าที่ได้ทำช่องเด็กครับ มีคอมเมนต์แบบว่าอินกับบทละครคุณธรรมที่เราเล่น อย่างเมื่อไหร่จะเลิกยกโทษให้คุณพ่อที่นิสัยไม่ดี ก็มีเด็กๆ น่ารักมากครับ ส่วนมากผมจะไปอินกับคอมเมนต์พวกนี้มากกว่า เพราะเขาอินกับเนื้อเรื่องของเรา ว่าเราได้ทำให้เขารู้สึกได้ นั่นคือความสุขที่ผมได้ทำละครคุณธรรม”

เพาะบ่มความปัง เลือกไม่สนคอมเมนต์ลบ

“ควบคุมไม่ค่อยได้ครับ เพราะมีทั้งวัยรุ่น ผู้สูงอายุ ที่เขาไม่ค่อยเข้าใจในคลิปเด็กด้วย เพราะเด็กเขาไม่ต้องการความสมเหตุสมผลเท่าไหร่ แต่ว่าคนที่มีอายุแล้ว เขาก็ตั้งคำถามว่าทำแบบนี้ทำไม ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ก็จะคอมเมนต์เชิงประมาณนี้ แต่กลุ่มเป้าหมายของผม คือดูเพลินๆ ไม่ต้องการความสมเหตุสมผลมาก ดูเอาสนุก เหมือนเราดู Tom & Jerry เราก็ไม่เคยสนใจว่าหนูกับแมวเขาจะไล่กันทำไมในช่วงเด็กๆ”

นี่คือคำพูดของต้องแต้ง เมื่อถามถึงความเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่ถาโถมเข้ามาทั้งแง่ดี และแง่ลบผ่านสายตาของเขา มองว่ามีคนชมก็ต้องมีคนไม่ชอบอยู่เป็นเรื่องธรรมดา เขาก็สามารถรับมือได้ด้วยการเลือกไม่สนใจคำพูดลบๆ เพราะมองว่าไม่ได้ทำให้อะไรเสียหาย และไม่ควรให้ค่าความสำคัญ

“ก็จะมีหลายๆ คนเลยนะครับที่ทำ TikTok แล้วกำลังจะเป็นดาว TikTok แต่เพื่อนก็จะไปบอกว่าเป็นดาว TikTok เหรอ ก็รู้สึกเขินอาย แล้วเขาไม่กล้าทำต่อ แต่ไม่รู้ว่าจะเขินอาย และได้รับพลังลบมาทำไม เพราะว่าเราสนุกกับมัน เรามีความสุขกับงานที่เราทำ นั่นก็ตอบโจทย์ที่สุดแล้วสำหรับคนที่ทำคอนเทนต์ ว่าเรามีความสุข เราเฮฮา

ตอนเราได้ทำเราก็มีความสุข ตอนเราได้รับ feedback จากคนดู เราก็มีความสุข เราจะรับ feedback แย่ๆ มาทำร้ายตัวเองทำไม หน้าที่ของเรา คือสร้างสีสันผลงานให้คนดูมากกว่า ถ้าเราไปสนใจคอมเมนต์แบบแย่ๆ ไม่ใช่เชิงติเพื่อก่อ ผมก็จะไม่มอง ผมก็จะไม่สนใจ เลือกที่จะมองข้ามไป เพราะถ้าผมไปให้ความสำคัญต่อเขา ก็เหมือนให้เกียรติเขา และตอนที่คอมเมนต์เขาก็ไม่ให้เกียรติเรา เราก็ไม่จำเป็น ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องไปสนใจครับ”

แม้ระหว่างการทำงานจะมีช่วงเวลาที่หมดไฟ ท้อบ้าง แต่ทุกครั้งต้องแต้งก็ได้กำลังใจจากแฟนคลับที่คอมเมนต์ให้ก้าวผ่านทุกอุปสรรคจนผ่านพ้นมาได้ รวมทั้งเขามักจะเติมแรงบันดาลใจให้ตัวเองเสมอๆ

“มีช่วงที่รายได้เหลือ 3,000 บาท คือมันเลี้ยงครอบครัว เลี้ยงน้องไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมก็มีแอบน้อยใจ เสียใจว่าควรจะเลิกทำอาชีพนี้ดีไหม แต่ก็กลับมาได้ เพราะลองเปลี่ยนคอนเทนต์ ลองปรับเปลี่ยนดู ก็เอาน้องมาถ่ายด้วย เอามาเล่นด้วย หลังจากนั้นเป็นช่วงทำละครสั้นมา ก็ไม่มีเรื่องเครียด พอมีน้องมาอยู่ด้วย ได้เล่นกับน้อง เหมือนมีพลังบวกมากขึ้น เหมือนเป็นพ่อ ก็มีความสุขดีครับ

ผมก็ดูคลิปตลก ดูการ์ตูนตลกๆ เพราะงานแบบนี้มันต้องมีไอเดียของเด็กอยู่ในหัว และเวลาทำงานก็จะทำแบบผู้ใหญ่ คิดแบบเด็กทำงานแบบผู้ใหญ่ครับ มันก็จะมีความคิดที่สร้างสรรค์กว่า เพราะว่าถ้าคิดแบบผู้ใหญ่ มันจะถูกตีกรอบ แล้วก็จะทำให้สมเหตุสมผล” เรียกได้ว่ามุมมองชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิมของต้องแต้ง ที่ไม่หยุดพัฒนา ค้นหาสิ่งที่ใช่ ขอไม่กดดันตัวเองจนเครียด และมีเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ในการทำงานตรงนี้

“ผมว่าผมมีพรแสวงตั้งแต่เด็ก คือตอนเด็กผมจะไปดูเขาเล่นคอนเสิร์ตกัน เห็นพวกพี่ๆ เล่นคอนเสิร์ตในโรงเรียน ตอนอนุบาล ตอน ป.1-ป.2 ผมไม่คิดว่าผมจะเป็นเด็กที่เต้นมีความสุขอยู่ข้างล่าง ผมคิดว่าจะทำยังไงก็ได้ ให้ผมขึ้นไปร้องเพลงข้างบนให้ได้ แล้วผมก็ทำได้

แล้วผมอยากเป็น DJ ผมก็ได้ไปเป็น DJ ในคลื่นวิทยุด้วย ผมอยากเป็น Youtuber ผมก็ได้เป็น Youtuber ผมจะทำเพลงให้ได้ 100 ล้านวิวให้ได้ ตอนนี้ก็อาจจะถึง อยากจะบอกว่าเด็กๆ สมัยนี้ อยากให้เห็นใครเป็นไอดอลแล้วอย่าเพียงเชิดชูเขาอย่างเดียว อย่าเป็นเด็กที่อยู่ข้างล่างที่เต้นสนุกไปกับเขา จงเป็นเขาแล้วขึ้นไปหาที่ของเขาให้ได้

หากลุ่มเป้าหมายของตัวเองให้เจอ และทำในสิ่งที่ตัวเองสบายใจ ผมก็สบายใจ ไม่ใช่ผมฝืน ตอนทำคลิปเด็ก ผมเล่น ผมถ่ายคลิปกับน้อง เพราะว่าน้องผมจะไม่ค่อยเข้าสังคมเท่าไหร่ และไม่ค่อยสนิทกับผม ทำให้ผมได้ใกล้ชิดกับน้อง ได้พูดคุยกับน้องมากขึ้น ผมก็รู้สึกสบายใจ ดังนั้นผมอยากบอกว่า อยากให้ทุกคนทำในสิ่งที่ตัวเองสบายใจ ไม่ต้องฝืนมัน เพราะถ้าฝืนเป็นคนอื่นคุณจะฝืนได้ไม่นาน เลือกที่ตัวเองสบายใจ และหากลุ่มเป้าหมาย หา passion ให้เจอครับ”

ขอบคุณข้อมูลจาก :

– สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
– เรื่อง : ภูริฉัตร ปริยเมธานัยน์
– ขอบคุณภาพ : แฟนเพจ “ต้องแต้งบอมบี้มิวสิค”

Comments are closed.