ทนายตั้ม แฉกลตำรวจ เผยกลัวเสียภาพลักษณ์

เกาะติดสถานการณ์การดำเนินคดีความของนางเอกสาวชื่อดัง แตงโม-นิดา ที่ได้เสียชีวิตปริศนามานานนับเดือน ซึ่งล่าสุดนี้ก็ยังคงไม่มีการคลี่คลายที่ชัดเจน หรือวี่แววของการสรุปคดี โดยวันนี้ด้านทนายตั้มก็ได้ออกมาพูดถึงประเด็นของคนบงการหรือโยนความผิดให้กับผู้เสียชีวิต เพื่อที่จะบดบังเนื้อหาอื่นๆ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียภาพลักษณ์อีกด้วย

วันที่ 1 เม.ย.65 ที่สำนักงาน Sittra Law Firm ของ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ เปิดเผยถึงกระแสข่าวการออกหมายจับบุคคลบนเรือในคดีการเสียชีวิตของดาราสาว แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์ ว่า…

เรื่องนี้ไม่น่าจะใช่ เพราะการจะขอศาลออกหมายจับ ข้อหานั้นต้องมีโทษจำคุก 3 ปีขึ้นไป หรือไม่มาตามหมายเรียกครั้งที่ 2 ของตำรวจ แล้วค่อยไปขอหมายจับ

แต่โทษจำคุกคดีให้การเท็จมีเพียง 6 เดือน ส่วนคนบงการก็รับโทษเสมือนตัวการก็เท่ากัน จึงไปขอหมายจับไม่ได้อยู่แล้ว หากวานนี้จะขอหมายจับจริง ฟันธงว่าตำรวจจะขอหมายจับในคดีเรื่องประมาทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตา ย โทษจำคุกสูงสุด 10 ปี

และข้อหาทำลายพยานหลักฐาน โทษจำคุก 5 ปี แต่ศาลยกคำร้องขึ้นมา เลยต้องปล่อยข่าวเรื่องมีคนบงการ เพื่อไม่ให้เสียภาพลักษณ์

ทนายตั้ม กล่าวว่า ทั้งนี้เนื่องจากตำรวจอาจมีพยานหลักฐานไม่แน่นหนาพอ เชื่อว่าเป็นการปล่อยประเด็นนี้ให้สังคมไปสนใจเรื่องคนบงการแทน เนื่องจากตำรวจอาจจะสรุปสำนวนมาเป็นเรื่องความประมาทแล้วคงไม่ถูกใจคนที่ติดตามเรื่องนี้ เพื่อให้ทัวร์ไปลงกับทนายหรือผู้ที่อยู่บนเรือไปปรึกษาชุดแรก แต่ตามจริงตำรวจไม่ได้เรียกสอบปากคำก่อนแต่ต้น

จนพวกเขาได้ไปคุยกับคนอื่นๆ มาก่อน โดยตนเข้าไปให้ปากคำกับตำรวจเพียงครั้งเดียว เนื่องจากคนบนเรือได้มาหาตนและได้พูดคุยอะไรกันบ้าง นายษิทรา กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีกระทรวงยุติธรรมแถลงผลการผ่าพิสูจน์ศพแตงโมรอบสอง มองว่าตำรวจน่าจะรับผลไปประกอบสำนวนคดีได้ เพราะผลไม่ต่างจากรอบแรก

เมื่อถามว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดให้นำข้อมูลส่วนนี้ไปประกอบสำนวนหรือไม่? นายษิทรา กล่าวว่า ตำรวจมีสิทธิที่จะคัดเลือกพยานหลักฐาน หากแต่เลือกที่จะไม่นำประเด็นสำคัญไปใช้ก็จะมีพิรุธ แสดงว่าตั้งใจคัดพยานหลักฐานให้เข้าไปเป็นตามแนวทางเรื่องความประมาท

ซึ่งเราก็ต้องช่วยกันตรวจสอบ เพราะคดีนี้น่าสงสัยทุกประเด็น ไม่ว่าการเก็บพยานหลักฐาน การเรียกสอบปากคำช้า ไม่ดำเนินการกับใครหลายคนจนเวลาล่วงมานาน ทำให้สังคมมองว่าตำรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างไร มีอะไรมากกว่านั้นหรือไม่

Comments are closed.